Wednesday, July 9, 2014

ประโยชน์ของ อาหารเสริม ที่มี วิตามินเค vitamin K

วิตามินเค
ขายอาหารเสริม

วิตามินเคหรือแอลฟาฟิลโลควิโนน (alpha phylloquinone) เป็นวิตามินประเภทที่ละลายในน้ำมัน พบในตับ ผลไม้ ถั่ว ธัญพืช มะเขือเทศ ผักใบเขียว ผักโขมและแบคทีเรียในลำไส้สร้างขึ้นได้ วิตามินเคจำเป็นในการสร้างโพรทรอมบิน ซึ่งเป็นสารช่วยให้เลือดแข็งตัวได้เร็วเวลาที่เกิดบาดแผล บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง
วิตามินเค มี 3 ชนิดคือ
1 วิตามินเค 1 (Phylloquinone) พบในพืช พบมากในผักใบเขียว อะโวคาโด กีวี ใช้ในทางยาเพื่อรักษาโรค
2 วิตามินเค 2 (Menaquinone) พบในเนื้อ ไข่ นม ถั่วหมักญี่ปุ่น และสามารถสร้างได้จากแบคทีเรียในลำไส้
3 วิตามินเค 3 (Menadione) เป็นวิตามินที่สังเคราะห์ขึ้นและอยู่ในรูปที่ละลายน้ำ เป็นวิตามินที่มีพิษ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหัรฐอเมริกาจึงห้ามใช้วิตามินเค 3 ในผลิตภัณฑ์อาหารเสริม หรือ ขายอาหารเสริม ที่มีวิตามินเค 3 เนื่องจากหากใช้ปริมาณมากเกินไป จะเกิดการแพ้ เลือดไหล และทำลายตับ
วิตามินเค 1 และ วิตามินเค 2 จับแคลเซียมจากไตมาไว้ที่กระดูก วิตามินเค 2 ช่วยลดการเกิดกระดูกพรุนในสตรีวัยทอง วิตามินเค 2 สามารถเปลี่ยนวิตามินเค 1 ได้โดยเนื้อเยื่อของร่างกาย
ปริมาณวิตามินเคที่เพียงพอสำหรับทารกคือ 10-20 ไมโครกรัม สำหรับเด็กคือ 15-100 ไม่โครกรัม สำหรับผู้ชายอายุ 25 ปีขึ้นไปคือ 120 ไมโครกรัม และ สำหรับผู้หญิงคือ 90 ไมโครกรัม
โดยปกติร่างกายจะไม่ขาดวิตามินเคเพราะแบคทีเรียในลำไส่สร้างได้ เว้นแต่ในเด็กแรกเกิด เพราะในลำไส้ยังไม่มีแบคทีเรียจึงขาดวิตามินเค ทำให้เกิดเลือดออกจากอวัยวะเพศและเลือดออกตามผิวหนัง (Hemorrhagic disease of the newborn)ในสมัยโบราณไม่ทราบว่าเด็กผู้หญิงแรกคลอดที่มีเลือดออกจากอวัยววะเพศเกิดจากการขาดวิตามินเค เข้าใจว่าเด็กมีประจำเดือน จากสถิติพบว่าเด็กเกิดใหม่ขาดวิตามินเค คณะกรรมการด้านสารอาหารกุมารเวชศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ทารกแรกเกิดได้รับวิตามินเค 1 ปริมาณ 0.5-1.0 มิลลิกรัมทันทีหลังคลอด แพทย์ในสหรัฐอเมริกาจึงฉีดวิตามินเค 1 ให้เด็กทุกคนโดยการฉีดจะให้ผลดีกว่าการรับประทาน และในผู้ที่รับประทานยาปฎิชีวนะ พบว่าทำให้วิตามินเค 2 ลดลง 74% เพราะยาทำการฆ่าเชื่อนลำไส้ทำให้ร่างกายไม่มีตัวผลิตวิตามินเคและยังพบด้วยว่าผู้สูงอายุมีวิตามินเค 2 ลดลง
อาการเมื่อขาดวิตามินเคคือ เลือดเป็นลิ่มช้า แข็งตัวยาก เลือดไหลไม่หยุด ท้องเสียมาก และก่อนผ่าตัดแพทย์จะทดสอบการแข็งตัวของเลือด ถ้าเลือดไม่แข็งตัวแพทย์จะฉีดวิตามินเคให้ผู้ป่วย

ถ้าแม่ได้รับวิตามินเคปริมาณมากก่อนคลอด จะส่งผลให้เกิดภาวะเลือดออกในทารกแรกคลอด ทำให้ทารกซีดและตัวเหลือง

ประโยชน์ ของ อาหารเสริม ที่มี วิตามินอี

รูป ขายอาหารเสริม วิตามินอี

ประโยชน์ ของ อาหารเสริม ที่มี วิตามินอีหรือโทโคฟีรอล (Tocopherol) เป็นวิตามินอีที่ละลายในน้ำมัน มีหน้าที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวชุ่มชื้น ลดรอยแผล บำรุงประสาทและกล้ามเนื้อ บำรุงเม็ดเลือดแดง ช่วยการไหลเวียนของเลือด ป้องกันหลอดเลือด แข็งตัว ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ต้านการเสื่อมของไขมัน ปกป้องเยื่อปอด รักษาแผลไหม้ ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง และหากใช้วิตามินเคช่วยจะป้องกันการเป็นหมันแบะเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
วิตามินอีพบในน้ำมันพืช ธัญพืช อะโวคาโด ข้าวโพด มะกอก ผักถั่ว เนื้อสัตว์ ไข่แดง และผักใบเขียว
เด็กแรกเกิด 6 เดือน ร่างกายควรได้รับวิตามินอี 4 มิลลิกรัม
6 เดือนถึง 1 ปี ร่างกายควรได้รับวิตามินอี 5 มิลลิกรัม
1-3 ปี ร่างกายควรได้รับวิตามินอี 6 มิลลิกรัม
4-8 ปี ร่างกายควรได้รับวิตามินอี 7 มิลลิกรัม
9-13 ปี ร่างกายควรได้รับวิตามินอี 11 มิลลิกรัม
วัยรุ่น-ผู้ใหญ่ ร่างกายควรได้รับวิตามินอี 15 มิลลิกรัม
ในผู้ชายควรได้รับวิตามินอี 300 IU (10 มิลลิกรัม) และในผู้หญิงควรได้รับ 8 มิลลิกรัม หากต้องการป้องกันเกล็ดเลือดจับตัวอุดตันหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจควรรได้รับปริมาณ 400 IU
หากขาดวิตามินอีจะปรากฏอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้อไม่มีแรง ผิวหนัง ช้ำเขียวง่าย แก่ก่อนวัย แผลหายช้า เส้นเลือดดำขอด ในเด็กเม็ดเลือดแดงแตก ผู้ใหญ่โลหิตจาง ระบบประสาทผิดปกติ เป็นหมัน อาจทำให้แท้งได้ มักขาดในเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ที่หมอให้ออกซิเจนแล้วเด็กตาบอดเพราะอนุมูลอิสระจากออกซิเจนมีมากจึงทำลายเรตินาในตา ดังนั้นต้องแก้โดยให้วิตามินอี 0.7 IU ก่อนให้ออกซิเจน
หากได้รับมากเกินไปจะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดไม่ควรรับประทานวิตามินอีสูง เพราะจะทำให้เลือดหยุดไหลยาก
ข้อควรระวัง

ห้ามใช้กับผู้ขาดวิตามินเค เพราะจะทำให้เลือดหยุดไหลยาก

Tuesday, July 8, 2014

อาหารเสริม ประโยชน์ และโทษ ของวิตามินดี vitamin D

อาหาเสริม วิตามินดีหรือแคบซิเฟอรอบ (Calciferol) เป็นวิตามินชนิดละลายในน้ำมัน พบในเนย นม ปลาที่มีไขมันสูง ไข่แดง ธัญพืช ร่างกายเราสามารถสร้างวิตามินดีได้โดยสัมผัสกับแสงแดดอ่อนๆ ย่ามเช้า 15 นาที สัปดาห์ 2-4 ครั้ง แสงแดดช่วยเปลี่ยนสารประเภทคอเลสเตอรอล ในร่างกายเราให้เป็นวิตามินดี และวิตามินดียังพบในปลาที่มีไขมันสูง เช่น แซลมอน แมคเคอเรล ตับ น้ำมันตับปลสา นม เนย ทำให้ไม่ค่อยมีความจำเป็นมากนักที่จะไปรับประทานวิตามินดี ชนิดเม็อดเสริม แต่อย่างไรก็ตามยังพบคนที่ขาดวิตามินดีได้ คือคนที่ไม่โดนแดด คนที่ทาครีมกันแดด ทารก คนชรา และคนอ้วน

ไข่แดง 1 ฟอง มีปริมาณวิตามินดี 0.6 ไมโครกรัม
น้ำนมโคครึ่งถ้วย มีปริมาณวิตามินดี 1.2-1.3 ไมโครกรัม
น้ำนมถั่วเหลืองครึ่งถ้วย มีปริมาณวิตามินดี 0.5-1.5 ไมโครกรัม

ร่างกายต้องการวิตามินดีวันละ 400-800 IU หรือ 10-20 ไมโครกรัม โดยอายุต่ำกว่า 50 ปีต้องการ 200 IU ซึ่งได้จากอาหารเพียงพอ อายุ 51-70 ปี ต้องการ 400 IU ซึ่งได้จากอาหารไม่เพียงพอควรได้รับอาหารเสริม หากอายุ 70 ปีขึ้นไปต้องการ 600 IU ซึ่ได้จากการกินอาหารเสริมเพิ่มเติม
วิตามินดีช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสซึ่งเป็นส่วนช่วยในการสร้างกระดูกและฟัน เก็บสำรองแร่ธาตุไว้ในกระดูกและฟัน ควบคุมแคลเซียมในเลือด ลดการขับแคลเซียมออกจากร่างกาย ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ควบคุมความดัน ป้องกันการเกิดโรคมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ และช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
วิตามินดีมี 2 ชนิด ซึ่งร่างกายสามารถใช้ได้ทั้ง 2 ชนิดเหมือนกัน
1 วิตามินดี 2 (Ergocalciferol) สร้างจากสารเออร์โกสเตอรอล (Ergosterol) ที่ผลิตโดยยีสต์ เห็ด สาหร่าย ซึ่งมนุษย์และสัตว์ไม่มีสารเออร์โกสเตอรอล
2 วิตามินดี 3 (Cholecalciferol) สร้างจากสารพวกคอเลสเตอรอลชื่อ 7-dehydrocholesterol ซึ่งอยู่ใต้ผิวหนังเมื่อสัมผัสกับแสงแดด 7-dehydrocholesterol ยังสามารถเปลี่ยนวิตามินดี 2 ได้อีกด้วย หรือถ้าต้องการให้น้ำนมโคที่ซื้อมามีวิตามินดี ก็เพียงนำน้ำนมโคใส่แก้งแล้วไปตากแดดก็จะเพิ่มวิตามินดีในน้ำนมได้
การขาดวิตามินดีทำให้กระดูกอ่อน ขาโก่ง แขนโก่ง ฟันผุ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เมื่อเกิดอุบัติเหตุกระดูกหักง่าย จากการสำรวจคนไข้ชาวนอร์เวย์ 246 คนที่กระดูกเชิงกรานหักพบว่าได้รับวิตามินดีต่ำกว่า 100 ต่อวัน ในขณะที่ได้รับวิตามินดี 800 IU ต่อวันมีการเพิ่มของมวลกระดูก
ผู้ที่สูงอายุมากกว่า 50 ปี ต้องการวิตามินดีมากขึ้น พบว่าผู้ที่รับประทานวิตามินดี 482-77 IU ลดอัตราการเกิดกระดูกหักได้ 20%
รายงานการสำรวจประชากร 5000 คน จากสถาบันสุขภาพและสำรวจสารอาหารแห่งชาติ (NHANES) พบว่ากลุ่มที่มีวิตามินในเลือดต่ำกว่า 17.8 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร มีอัตราการเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสูงกว่า 80%
จากการสำรวจประชากรกลุ่มใหญ่ 120000 คนเป็นระยะเวลานานพบว่าการรับประทานอาหารเสริมวิตามินดี ตามค่ากำหนดมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา (The U.S. RDA) ที่ 400 IU ต่อวัน ลดการเกิดมะเร็งตับได้ 43%
จากการสำรวจประขากรสตรี 1200 คนที่รับประทานวิตามินดี 1100 คนลดการเกิดมะเร็ง 60%
สภาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกาวิเคราะห์ข้อมูลผู้คนในกลุ่มประเทศที่ 3 จำนวน 16818 คน ไม่พบวิตามินดีมีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิต จากโรคมะเร็ง แต่พบว่าผู้ที่มีวิตามินดีในเลือด 80 นาโนโมลต่อลิตร ลดการเสี่ยงต่อมะเล็งลำไส้ 72% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีวิตามินดีในเลือด 50 นาโนโมลต่อลิตร
การศึกษาเชิงระบาดวิทยาจาก 35 งานวิจัยพบว่า กลุ่มที่มีระดับวิตามินดีในเลือดสูงกว่า 10 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร ลดโอกาสเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ 15% และมะเร็งเต้านม 11% แม้ว่าจะไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
การขาดวิตามินดีจะยับยั้งการหลั่งอินซูลิน จึงเพิ่มการเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน
ข้อควรระวัง
การได้รับวิตามินดีมากเกินไปจะทำงานตรงกันข้ามกับหน้าที่ของวิตามินดี คือ จะดึงแคลเซียมออกจากกระดูกไปพอกที่ผนังหลอดเลือด หัวใจ ปอดและไต
วิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน หากรับประทานมากเกินไป และรับประทานติดต่อกันจะสะสมที่ตับ ทำให้เกิดพิษได้
วิตามินดีเป็นสารประเภทคอเลสเตอรอล หากรับประทานมากเกินไป จะทำให้คอเลสเตอรอลสูง จนเกิดโทษได้
การได้รับวิตามินดีมากกว่า 5 เท่าของปริมาณที่กำหนดจะเกิดพิษคลื่นไส้ ปวดศีรษะ ท้องเสีย

หากสตรีมีครรภ์ได้รับวิตามินดีมากเกินไป จะทำให้ทารกมีความผิดปกติในระบบหลอดเลือดและปัญญาอ่อนได้

วิธีการเลือกซื้ออาหารเสริมต้องดูที่ฉลาก

รูปฉลาก ขายอาหารเสริม

การพิจารณาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ผู้บริโภคก็ควรที่จะต้องอ่านฉลากสินค้าเพื่อทำให้ทราบข้อมูลของอาหารเสริม ประโยชน์ วิธีการใช้ ข้อห้ามใช้ และเครื่องหมายรับรองความปลอดภัย
หากจะรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ควรปฎบัติดังนี้เพื่อความปลอดภัย
1 ตรวจร่างกายเพื่อให้รู้ว่าป่วยเป็นโรคอะไร เพราะโรคบาวโรคอาจไม่เหมาะกับการรับประทานอาหารเสริม เช่น ธาลัสซีเมีย ห้ามรับประทานอาหารเสริม ธาตุเหล็ก
2 แจ้งให้แพทย์ทราบว่ากินผลิตภัณฑ์อาหารเสริมประเภทใดอยู่ เช่น หากใช้สมุนไพรพร้อมกับรับประทานยาลดความดัน ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพราะสมุนไพรบางชนิด เช่น ใบเตย ขึ้นฉ่าย รากระย่อน ช่วยลดความดันได้ แพทย์อาจพิจารณาลดปริมาณการใช้ยาลง
3 อ่านฉลากก่อนใช้ให้เกิดความเข้าใจในวิธีใช้
4 อ่านคำเตือน เช่น เกสรผึ้งห้ามใช้กับผู้ป่วยภูมิแพ้ น้ำมันปลาไคโตซาน ห้ามใช้กับผู้แพ้อาหารทะเล
5 หมั่นออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเป็นประจำให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง
6 งดการดื่มสุรา งดการสูบบุหรี่
7 ไม่หักโหมงานหนัก พักความเครียด และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ประมาณวันละ 6-8 ชั่วโมง
8 รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
9 เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานเพราะวิตามินไม่ได้เหมาะกับทุกคน หากสตรีมีครรภ์รับประทานวิตามินเอเสริมมากไป อาจทำให้แท้งได้ หรือลูกในครรภ์พิการได้
10 ควรกินอาหารเสริมน้อยกว่าที่ค่ากำหนด
11 ฉลาก ควรมีส่วนประกอบสำคัญ วิธีรับประทาน คำเตือน ข้อความเตือนเฉพาะ (บางผลิตภัณฑ์) เช่น น้ำมันปลามีผลต่อการแข็งตัวของเลือด และ สถานที่ผลิตอาหารเสริม

ผู้บริโภคต้องฉลาดบริโภค อ่านฉลาก ศึกษาข้อมูลที่มีหลักฐานยืนยัน เลือกรับประทานอาหารให้หลากหลาย ออกกำลังกาย ตรวจร่างกายเพื่อให้รู้ว่าป่วยเป็นโรคอะไร และแจ้งให้แพทย์ทราบว่ารับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมใด

การแสดงข้อความกล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของสารอาหารในอาหารเสริม

รูป logo สำนักงานที่เกี่ยวข้องกับการ ขายอาหารเสริม

การแสดงข้อความกล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของสารอาหารในการขายอาหารเสริม
หลายคนคงเคยเห็นโฆษณาหลายชิ้นที่มีดารานักแสดงที่มีชื่อเสียง เช่น นักร้องเพลงเพื่อชีวิต นักแสดงตลก โฆษณาเครื่องดื่มชูกำลัง พร้อมประโยค สโลแกนต่างๆ อาทิเช่น “วิตามินบี 12 มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง” หรือนักร้องหญิงออกมาเต้นโฆษณานมแล้วกล่าวว่า “แคลเซียมมีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง” นี่คือข้อความที่ล้วนแล้วให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของสารอาหารที่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ และได้รับการอนุญาตให้ใช้โฆษณาได้
เพื่อให้การแสดงข้อความโฆษณาอาหารเสริม ได้กล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของสารอาหารเป็นมาตรฐาน ไม่กล่าวเกินจริง การแสดงฉลากเกี่ยวกับหน้าที่ของสารอาหารต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน อย. ตามประกาศสำนักงาน อย. เรื่องการแสดงข้อความกล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของสารอาหาร พ.ศ. 2551
1 การแสดงข้อความกล่าวอ้างหน้าที่ของสารอาหารที่เป็นไปตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ถือว่าได้รับความเห็นชอบจาก อย.
1.1   สารอาหารที่กล่าวอ้างต้องเป็นไปตามข้อ 1.3 ในบัญชีหมายเลข 4 แนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 182) พ.ศ. 2541 เรื่อง ฉลากโภชนาการ ลงวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 1541
1.2   ข้อความที่กล่าวอ้างต้องเป็นไปตามที่กำหนดในบัญชีแนบท้ายประกาศนี้ โดยให้แสดงชื่อสารอาหารที่กล่าวอ้างกำกับข้อคความที่กล่าวอ้างนั้นด้วย
กรณีข้อความกล่าวอ้างสารอาหารมีหลายข้อความ อาจเลือกแสดงข้อความใดข้อความหนึ่ง หรือหลายข้อความก็ได้ ทั้งนี้การแสดงข้อความดังกล่าวจะต้องต่อเนื่องกัน
1.3   แสดงข้อความ “ควรกินอาหารหลากหลาย ครบ 5 หมู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ” กำกับการกล่าวอ้างหน้าที่ของสารอาหาร ด้วยตัวอักษรชัดเจน
2         ฉลากของอาหารเสริมที่ได้รับความเห็นชอบไว้แล้วก่อนวันที่ประกาศใช้บังคับ ยังคงให้ต้องใช้ฉลากเดิมที่เหลืออยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดวาระ แต่จะต้องไม่ให้เกิน 1 ปี โดยนับตั้งแต่ ณ. วันที่ประกาศบังคับ และเมื่อพ้นกำหนดของเวลาดังกล่าวแล้ว การแสดง ข้อความที่กล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของอาหารเสริมนั้น และรวมถึงข้อความกำกับการกล่าวอ้างที่เกี่ยวกับหน้าที่ของสารอาหารในอาหารเสริมต้องเป็นไปตามประกาศนี้ หรือยกเว้นจะได้รับความเห็นชอบจาก อย.

3         ประกาศนี้จะให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ถัดจากวัน ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา

ข้อห้ามในการโฆษณาขายอาหารเสริม

รูปข้อห้ามในการโฆษณาขายอาหารเสริม

1 จะต้องไม่ทำให้เข้าใจว่ารับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพียงอย่างเดียวแล้วจะทำให้สุขภาพร่างกายดีขึ้นได้
2 ต้องให้ข้อความแสดงแก่ผู้บริโภคว่า เพื่อประโยชน์สูงสุดต้องบริโภคอาหารหลักครบทุกหมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ
3 ห้ามโฆษณากล่าวอ้างหรือรับรองคุณภาพ คุณประโยชน์โดยบุคคล องค์กร หรือหน่วยงานใดๆ
4 ต้องไม่สื่อความหมายให้เข้าใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับควบคุมน้ำหนัก หรือสามารถลดน้ำหนักได้
การโฆษณาอาหารเสริมบางยี่ห้อ จะมีข้อความแสดงประโยชน์เกินจริงแยกจากฉลากผลิตภัณฑ์ซึ่งกฎหมายห้ามแสดง เช่น เอกสาร หนังสือแนะน้ำสินค้าอาหารเสริม และจะมีข้อความเขียนว่า “ข้อมูลในเอกสารนี้ไม่ได้มีส่วนในการโฆษณาสินค้า” ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นการเลี่ยงกฎหมาย ดังนั้นผู้บริโภคไม่ควรหลงเชื่อข้อความที่แสดงในเอกสาร หรือหนังสือแนะนำสินค้า แต่ควรอ่านข้อความจากฉลากที่ได้รับเครื่องหมาย อย. หรือ GMP

การโฆษณาขายอาหารเสริมบางยี่ห้อจะใช้ผู้ขายอาหารเสริมเป็นผู้โฆษณาแสดงประโยชน์เกินจริงที่ไม่มีระบุไว้ในฉลากผลิตภัณฑ์ ดังนั้นผู้บริโภคไม่ควรหลงเชื่อ ข้อความที่ผู้ขายพูด แต่ควรอ่านข้อความจากฉลากนั่นเอง เพราะคำพูดยากที่จะเป็นหลักฐานในการเอาผิดผู้พูดในกรณีที่ผู้บริโภคได้รับความเสียหาย แต่ถ้าผู้บริโภคได้รับความเสียหายจากอาหารเสริมที่มีฉลากที่ได้รับเครื่องหมาย อย. หรือ GMP ผู้บริโภคสามารร้องเรียนเพื่อขอรับค่าเสียหายจากผู้ผลิตอาหารเสริมได้ ไม่ว่าจะเป็นการแพ้ การเจ็บป่วย หรือเสียชีวิต เพราะฉลากจะบังคับให้ผู้ที่ผลิตอาหารเสริมแสดงแหล่งผลิตซึ่งเป็นที่อยู่ของผู้ผลิต เพื่อใช้ในการติดต่อเรียกร้องค่าเสียหาย

การโฆษณาขายอาหารเสริม

ในทางธุรกิจ ผู้ขายอาหารเสริมชั้นนำจะทุ่มทุนกว่าครึ่งใน การโฆษณาขายอาหารเสริม เพื่อให้ประชาชน รู้จักตัวสินค้าอาหารเสริม ประโยชน์ที่ได้รับ คุณภาพของอาหารเสริม ยี่ห้ออาหารเสริม ตลอดจนของแถมต่างๆ ซึ่งในการโฆษณาจะใช้กลยุทธ์หลายรูปแบบมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุ facebook Instagran Line twitter สื่อ digital media ต่างๆมากมาย และใช้ ดาราดังๆ มีชื่อเสียงมาอวดอ้างสรรพคุณมากมาย ถึงแม้ว่า จริงๆแล้ว ดาราที่มา โฆษณานั้น ไม่ได้เคยใช้ อาหารเสริม ชนิดนั้นๆ เลย ซึ่งแบบนี้เรียกว่า อวดอ้างสรรพคุณเกินจริงและไม่มีจรรยาบรรณในการโฆษณา ดังนั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจึงได้เข้ามาควบคุมการโฆษณาอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์อาหารเสริมดังนี้
ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง หลักเกณฑ์ในการโฆษณา อาหารเสริม พ.ศ. 2551
ตามมาตราที่ 40 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาประโยชน์ คุณภาพ หรือ สรรพคุณของอาหาร อันที่เป็นเท็จ หรือเป็นการหลอกลวงที่จะให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร แต่หากจะทำการโฆษณา ตามมาตราที่ 41 ก็ได้ให้มีการกำหนดให้ผู้ที่จะโฆษณา ประโยชน์ คุณภาพ และ สรรพคุณของอาหารเสริม ทางสื่อต่างๆ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ internet สื่อ digital ต่างๆต้องให้ผู้อนุญาตตรวจพิจารณาก่อน เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะสามาระโฆษณาได้
หลักการ และ ข้อปฎิบัติในการโฆษณาอาหารเสริม
1 อาหารเสริมที่กฎหมายกำหนดให้ขออนุญาตผลิต นำเข้า และอื่นๆ จะต้องได้รับอนุญาติตามกฎหมายว่าด้วยอาหารตามแต่ละกรณีนั้นๆ
2 การโฆษณาคุณประโยชน์ สรรพคุณ และคุณภาพของอาหารเสริมต้อง
         2.1 ไม่เป็นเท็จหลอกลวง เกินความเป็นจริง ไม่ทำให้ผู้บริโภค เข้าใจผิดหลงเชื่อในสาระสำคัญของอาหารเสริม และเกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร
         2.2 โฆษณาประโยชน์เฉพาะที่ได้รับอนุญาตในฉลาก ที่ได้รับอนุมัติจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และเป็นไปตามระเบียบประกาศ ตามกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลากโภขนาการเท่านั้น
          2.3 ทั้งนี้หากมีการโฆษณากล่าวอ้างประโยชน์สรรพคุณของอาหารเสริมทางสุขภาพ นอกเหนือไปจากที่ได้รับอนุญาตในฉลาก ที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาดังกล่าว จะต้องนำผลการศึกษาวิจัยของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมนั้นๆ บทความรู้ หรือข้อมูลทางวิชาการใดๆ มาประกอบกับการขออนุญาตโฆษณาอาหารเสริม ต้องเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และสามารถเชื่อถือได้ และถูกตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์หรือทางวิชาการที่สามารถเชื่อถือได้ โดยผู้ที่ทำการขอ จะต้องแนบเอกสารที่ได้รับการตีพิมพ์ฉบับเต็มมาประกอบการพิจารณาด้วยนั่นเอง
ดังนั้นเพื่อให้การขอโฆษณาเป็นไปตามเจตนารมณ์ของทางกฎหมาย สำนัก อย. ได้กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ แนวทางในการโฆษณาอาหารเสริมไว้ดังต่อไปนี้

โดยการโฆษณาอาหารเสริมหมายรวมถึง การกระทำด้วยวิธีการใดๆ ที่เพื่อให้ ประชาชนเห็นหรือ รับรู้ข้อความเพื่อประโยชน์ทางการค้า